Genius vs Scenius - เมื่อ”ผม”ไม่ได้เป็นอัจฉริยะ แต่”เรา”เป็นอัจฉริยะ

เราสามารถเก่งขึ้นได้หากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเกิดมาเก่งหรือฉลาด

ผมเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่อยู่ในโลกที่มีแต่คนเก่งๆ

ไม่ว่าจะมองไปรอบตัว ไถ social หรือดู youtube ก็จะเจอแต่คนที่สุดเก่งไปเสียหมด

บางทีก็แอบคิดว่า

  • เราจะเก่งเหมือนคนเหล่านั้นได้มั้ยนะ

  • เราจะสร้างผลงานดีๆเหมือนคนเหล่านั้นได้มั้ยนะ

ความคิดนี้อาจจะดูเหมือนผมน้อยเนื้อต่ำใจและตัดพ้อ

แต่มันทำให้ผมตามหาวิธี จนได้รู้จักกับคอนเซปท์ของ Scenius ที่ทำให้ผมเข้าใกล้ความ “เก่ง” ขึ้นมาก

จาก Genius (อัจฉริยะ) สู่ Scenius (อัจฉริยะระดับกลุ่ม)

คำว่า Genius มีรากศัพท์มาจากคำว่า Gene คือ เกิดมาเก่งเพราะหน่วยพันธุกรรมที่ตัวเองได้รับมา → คือ คนเกิดมาเก่งเลย สร้างผลงานได้ดีเลย

Scenius มีรากศัพท์มาจากคำว่า Scene คือ อัจฉริยะคือสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม → คือ กลุ่มคนที่เก่งและสร้างผลงานได้ดี เกิดจากสิ่งแวดล้อมที่คอยช่วยเหลือและแข่งขัน จนทำให้กลุ่มคนนั้นเกิดสภาวะอัจฉริยะ เช่น

  • ทีมดีไซน์ในที่ทำงาน ที่คอยรีวิวงานกัน จนผลงานออกมาดี

  • นักศึกษา ป. โท ที่แลกเปลี่ยน case study กัน จนทำได้มุมมองใหม่ๆ

  • คนใน community programmer ที่แบ่งปันเครื่องมือและวิธีการทำงานกัน จนได้วิธีการทำงานที่รวดเร็วขึ้น

จากตัวอย่างข้างต้น ถ้าเราดูแค่ที่ตัวบุคคล เราจะรู้สึกว่าคนๆนั้นเก่ง (ผลงานดีไซน์เนอร์คนนี้ดีจัง เขาต้องเก่งมากแน่ๆ) ทั้งที่ความจริงสภาวะแวดล้อมเป็นตัวแปรที่สำคัญ (ทีมดีไซน์ช่วยกันรีวิวจนทำให้เกิดแนวทางใหม่ๆ)

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแค่อยู่กันเป็นกลุ่มแล้วจะเป็น Scenius

จะเห็นว่า Scenius มาได้ในหลายรูปแบบและอยู่รอบตัวเรา แต่นั้นก็ไม่ได้แปลว่าทุกกลุ่มเป็น Scenius

ทีมดีไซน์บริษัท A ที่ริวิวงานกันอาจจะเป็น Scenius

ในขณะที่ทีมดีไซน์บริษัท B ที่ริวิวงานกันอาจจะเป็นแค่สิ่งแวดล้อมที่ toxic ที่ไม่ได้พัฒนาใครเลย

มันยากที่เราจะหา Scenius เจอจากการมองภายนอก วิธีเดียวคือต้องลองเข้าไปอยู่

ถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น เป็นสัญญาณที่ดีว่าเราอยู่ใน Scenius แล้ว

Scenius มีหน้าตายังไง

Scenius เกิดจาก คนที่มีความสนใจหรือจุดประสงค์เดียวกันมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งมีคุณสมบัติ 4 ข้อ

1. มีแรงกดดัน (เชิงบวก)

คือ การอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ทำให้เกิดแรงกดดันซึ่งกันและกัน จนทำให้คนในกลุ่มอยากที่จะพัฒนาไปด้วยกัน เช่น

  • ในกลุ่มมีคนที่เป็นคนเก่งมาก ทำให้เราประทับใจและอยากพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น (แข่งขันกันแบบ healthy)

  • ในกลุ่มมีคนที่มีน้ำใจ แคร์คนอื่น ทำให้เราอยากสนับสนุนคนอื่นในลักษณะเดียวกัน

แรงกดดันจะดีก็ต่อเมื่อคนในกลุ่มรู้สึกปลอดภัย ทุกคนสามารถลงมือได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดผลเสียแก่ตัวเอง

2. แลกเปลี่ยนความรู้และเครื่องมืออยู่เสมอ

เมื่อคนที่มีความสนใจเดียวกัน จะเกิดการแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งจะทำให้องค์ความรู้ในกลุ่มพัฒนาขึ้น เช่น

  • กลุ่มชอบนักร้องเกาหลี มีคำศัพท์ที่รู้กันในวงใน สอนท่าเต้นกันและกัน คอยแบ่งข้อมูลกิจกรรมต่างๆของเมนที่เราชอบ

  • กลุ่มนักพัฒนาโปรแกรม มีจัด meetup เจอกันเพื่อแลกเปลี่ยน framework หรือ tool ใหม่ๆ

การแลกเปลี่ยนทำให้เกิดมุมมองใหม่และการประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ทำให้เกิดองค์ความรู้ที่หลากหลายขึ้น

3. มีอิสระที่จะแตกต่าง

คือ กลุ่มสามารถทำอะไรที่แปลกใหม่ได้โดยไม่มีการบังคับจากปัจจัยภายนอกมากเกินไป เช่น

  • โปรดักทีมทดลองทำวิธีการทำงานใหม่ๆที่อาจจะไม่เคยทำมาก่อน

  • ดีไซน์ทีมสามารถ discovery idea หรือเสนอสิ่งใหม่ๆได้ โดยไม่ได้ถูกบังคับว่า solution ต้องเป็นอย่างไร

ไม่ได้แปลว่าจะอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ แต่ว่าต้องอิสระมากพอที่จะให้ลองทำบ้าง

การทำสิ่งที่แหวกกฏเกณฑ์ จะสนับสนุนคนในกลุ่มกล้าทดลองจนทำให้เกิดไอเดียแปลกใหม่ที่ดีกว่าเดิม

4. สำเร็จร่วมกันเป็นหมู่คณะ

คือ พอคนช่วยเหลือกันในกลุ่ม (ทำ 1-3 เยอะๆ) ทำให้อัตราความสำเร็จมันสูงขึ้น และเมื่อมีคนทำสำเร็จทุกคนก็จะรู้สึกดีใจร่วมกัน

และในทางกลับกัน พอเกิดความสำเร็จที่เยอะขึ้น ก็จะยิ่งยุให้ 1-3 ดีขึ้นได้อีก

  • แรงกดดันเชิงบวก (1) จะมากขึ้น เพราะมีคนที่ทำสำเร็จให้ inspire เราอีก

  • การแลกเปลี่ยนความรู้ (2) จะมากขึ้นเพราะ คนสำเร็จก็มี case เล่าให้ฟัง หรือพอคนเห็นว่าความรู้ที่มีการแชร์มันสร้างประโยชน์ได้คนก็ยิ่งอยากแชร์

  • มีอิสระที่จะแตกต่าง (3) มากขึ้น เพราะ กลุ่มได้รับการยอมรับจากผลงานและความสำเร็จที่เกิดขึ้น

Scenius เกิดขึ้นได้ยังไง

ปัจจัยที่สำคัญในการเกิด Scenius คือ Pioneer (ผู้บุกเบิก)

ผู้บุกเบิกในที่นี้อาจจะมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ ที่ทำให้กลุ่มมีคุณสมบัติ 1-4 ที่บอกไป เช่น

  • กลุ่มนี้มีผู้บุกเบิก 3 คน

  • คนนึงเป็นคนมีประสบการณ์ชอบแชร์ความรู้

  • อีกคนเป็นคนมี authority สูง และ network ที่ดี คอย Empower คนในทีมมีอิสระและทรัพยากรในการทำงาน

  • อีกคนเป็นคนชอบจัดการ celebrate ให้ทุกคนดีใจร่วมกัน

หรือจะเป็นกลุ่มที่มีผู้บุกเบิกคนเดียวแบบ all-in-one เลยก็ได้

ผู้บุกเบิกเป็นเหมือนต้นแบบของกลุ่ม สมาชิกอื่นที่ค่อยๆเข้ามาร่วมจะเห็นแนวทางเพื่อหาวิธี contribute ให้กับกลุ่มในแบบของตัวเอง

ประเด็นคือ เราไม่สามารถเร่งสร้าง Scenius ขึ้นมาได้ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับคนในกลุ่ม ไม่ใช่แค่ผู้บุกเบิกเท่านั้น

หน้าที่ของผู้บุกเบิก คือ ช่วยกันทำให้คุณสมบัติ 1-4 เกิดขึ้นได้เรื่อยๆ จนกระทั่งมีคนอื่นๆอยากที่จะมาร่วม จนกระทั่งคุณสมบัติ 1-4 นั้นเกิดได้เองในกลุ่ม

มาเป็น Scenius กันเถอะ!

สำหรับคนที่อยากพัฒนาตัวเองไปเป็น scenius เราสามารถลงมือได้ตอนนี้เลย

เริ่มด้วยการตั้งเป้าว่าเราอยากเก่งอะไร

วางให้ชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่เราอยากเก่งขึ้น อาจจะเป็นทักษะที่จำเป็นในการทำงาน หรือเป็น passion ที่อยากทำก็ยิ่งดี

เป็น pioneer ในทุกที่และทุกวัน

เมื่อเรามีเป้าแล้ว เราก็อย่าอายที่จะแสดงออกว่าอินกับสิ่งนั้นๆ และพาคนอื่นอินไปกับเราด้วย

  • บอกคนอื่นว่าเราอินอะไร

  • ถ้าเจอคนเก่ง เข้าไปขอคำแนะนำจากเค้า

  • ถ้าเจอคนที่สนใจเหมือนๆเรา คุยและแบ่งปันประสบการณ์

  • คอยสนับสนุนคนอื่นเสมอๆ ทั้งในด้านทักษะ หรือความรู้สึก

แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนจะรู้สึกสนใจในสิ่งเดียวกับเรา แต่การเป็น pioneer ตลอดเวลา จะทำให้ (1) ตัวเราพัฒนาขึ้น และ (2) เจอคนที่สนใจเหมือนเรามากขึ้น

เผลอๆ เราอาจจะสร้างกลุ่มที่เป็น scenius ขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว

ตามหาที่ที่เหมาะกับเรา - อยู่ในที่ที่เหมาะ

สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิด scenius ดังนั้น เราควรจะหาที่ที่

  • คนมีความสนใจแบบเดียวกัน (หรือมีเป้าหมายร่วมกัน)

  • มีเคมีที่เข้ากันได้

วิธีเดียวที่จะรู้ได้ว่าเหมาะกับเราจริงมั้ย คือเข้าไปร่วมและ contribute

อินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียทำให้เราเจอคนอื่นๆได้ง่ายขึ้น อย่ากลัวที่จะลองเข้ากลุ่มต่างๆ และเปลี่ยนไปเรื่อยๆถ้ายังรู้สึกว่าไม่เหมาะกับเรา

เราแค่ต้องตามหาไปเรื่อยๆ เราจะเจอที่ๆเรารู้สึกเหมาะสมเอง

คอนเซปต์ของ scenius ทำให้ผมพัฒนาได้ไวขึ้น

ผมชอบดีไซน์และโค้ดมาก แต่รู้ตัวว่าไม่ได้เป็นคนเก่ง ก็เลยไม่อยากทำให้คนอื่นเห็น ไม่อยากคุยแลกเปลี่ยนกับคนอื่น

แทนที่จะคุยกับชาวบ้าน เราเอาเวลามาฝึกฝนตัวเองให้เก่งขึ้นจะดีกว่า ซึ่งผมก็เชื่อว่าผมค่อยๆเก่งขึ้นทุกวัน

แต่พอเข้าใจแนวคิดของ scenius มันเสริมให้ผมพัฒนาตัวเองได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก

ผมลองเปลี่ยนตัวเองเป็น pioneer และเริ่มเห็นผลลัพธ์ของแนวคิดนี้

  • ได้สร้างงานดีๆขึ้นมา ผ่านการ bounce idea และลงมือกับคนรอบข้าง

  • ได้แชร์ประสบการณ์ให้คนที่สนใจเรื่องแบบเดียวๆกัน

  • ได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ วิธีการทำงานใหม่ๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อน

ซึ่งเอาจริงๆ มันไม่ได้รู้สึก comfortable ขนาดนั้น (ผมเป็น introvert จัดๆ)

แต่ผมรู้สึกว่าผมพัฒนาเร็วขึ้นมาก และดีใจที่เริ่มสร้างงานดีๆออกมาได้ แม้ว่าจะไม่ได้อัจฉริยะมาแต่เกิดก็ตาม

...

Key takeaways:

  • Scenius คือ อัจฉริยะแบบกลุ่ม (สิ่งแวดล้อมมีผลให้เป็นอัจฉริยะ)

  • Scenius มีคุณสมบัติ 4 อย่าง

    • มีแรงกดดันเชิงบวก

    • มีการแลกเปลี่ยนความรู้แลเครื่องมืออยู่เสมอ

    • มีอิสระที่จะแตกต่าง

    • มีความสำเร็จร่วมกันเป็ฯหมู่คณะ

  • ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด Scenius คือต้องมี Pioneer (ผู้บุกเบิก) ที่คอยสร้างคุณสมบติข้างต้นให้เกิดขึ้นในกลุ่ม

  • เราทุกคนสามารถเป็น Scenius ได้ โดย

    • ตั้งเป้าว่าเราอยากเก่งอะไร

    • เป็น pioneer ในสิ่งที่ตัวเองตั้งเป้า ในทุกที่ทุกเวลา

    • ตามหาที่ที่เหมาะกับเรา เพื่อเข้าไปร่วม contribute

...

Side note:

ปัจจุบัน (3/2022) ผมทำงานเป็น product designer อยู่ที่ NocNoc ซึ่งรู้สึกว่าเป็นที่หนึ่งที่ scenius มากๆเลยล่ะ

...

Reference:

Recent posts